ญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 日本 Nihon/Nippon นิฮง/นิปปง ?) มีชื่อทางการคือประเทศญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 日本国 Nihon-koku/Nippon-koku นิฮงโกะกุ/นิปปงโกะกุ ?) เป็นประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันตกติดกับคาบสมุทรเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีทะเลญี่ปุ่นกั้น ส่วนทางทิศเหนือ ติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอค็อตสก์ เป็นเส้นแบ่งแดน ตัวอักษรคันจิของชื่อญี่ปุ่นแปลว่าถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ จึงทำให้บางครั้งถูกเรียกว่าดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัยญี่ปุ่นมีเนื้อที่กว่า 377,930 ตารางกิโลเมตร นับเป็นอันดับที่ 61 ของโลก[7] หมู่เกาะญี่ปุ่นประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่กว่า 3,000 เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุดก็คือเกาะฮนชู ฮกไกโด คิวชู และ ชิโกกุ ตามลำดับ เกาะของญี่ปุ่นส่วนมากจะเป็นหมู่เกาะภูเขา ซึ่งในนั้นมีจำนวนหนึ่งเป็นภูเขาไฟ เช่นภูเขาไฟฟูจิ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ เป็นต้น ประชากรของญี่ปุ่นนั้นมีมากเป็นอันดับที่ 10 ของโลก คือประมาณ 128 ล้านคน[8] เมืองหลวงของญี่ปุ่นคือกรุงโตเกียว ซึ่งถ้ารวมบริเวณปริมณฑลเข้าไปด้วยแล้วจะกลายเป็นเขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีประชากรอยู่อาศัยมากกว่า 30 ล้านคนสันนิษฐานว่ามนุษย์มาอาศัยในญี่ปุ่นครั้งแรกตั้งแต่ยุคหินเก่า การกล่าวถึงญี่ปุ่นครั้งแรกปรากฏขึ้นในบันทึกของราชสำนักจีนตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากจีนในหลายด้าน เช่นภาษา การปกครองและวัฒนธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จึงทำให้ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นมาจนปัจจุบัน อีกหลายศตวรรษต่อมา ญี่ปุ่นก็รับเอาเทคโนโลยีตะวันตกและนำมาพัฒนาประเทศจนกลายเป็นประเทศที่ก้าวหน้าและมีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชียตะวันออก หลังจากแพ้สงครามโลกครั้งทีสอง ญี่ปุ่นก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองโดยการใช้รัฐธรรมนูญใหม่ใน พ.ศ. 2490ญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจ โดยมีจีดีพีสูงเป็นอันดับสองของโลก ญี่ปุ่นเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ จี 8 โออีซีดี และเอเปค และมีความตื่นตัวที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของต่างประเทศ ญี่ปุ่นมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดี และยังเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี เครื่องจักร และหุ่นยนต์
การเมืองการปกครอง
ประเทศญี่ปุ่นปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็นประมุข แต่พระจักรพรรดิไม่มีพระราชอำนาจในการบริหารประเทศ โดยมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งรัฐและความสามัคคีของชนในรัฐอำนาจการปกครองส่วนใหญ่ตกอยู่กับนายกรัฐมนตรีและสมาชิกอื่น ๆ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ส่วนอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของชาวญี่ปุ่น พระจักรพรรดิทรงทำหน้าที่เป็นประมุขแห่งรัฐในพิธีการทางการทูต พระองค์ปัจจุบันคือจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ส่วนรัชทายาทคือมกุฎราชกุมารนะรุฮิโตะอาคารสภานิติบัญญัติแห่งญี่ปุ่นในกรุงโตเกียวศาลสูงสุดของญี่ปุ่นองค์กรนิติบัญญัติของญี่ปุ่น คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ญี่ปุ่น: 国会 Kokkai ?) หรือที่เรียก "ไดเอ็ต" เป็นระบบสองสภา ประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร (ญี่ปุ่น: 衆議院 Shugi-in ?) เป็นสภาล่าง มีสมาชิกสี่ร้อยแปดสิบคนซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งสี่ปี และมนตรีสภา (ญี่ปุ่น: 参議院 Sangi-in ?) เป็นสภาสูง มีสมาชิกสองร้อยสี่สิบสองคนซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่งหกปี โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกมนตรีสภาจำนวนครึ่งหนึ่งสลับกันไปทุกสามปี สมาชิกของสภาทั้งสองมาจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้นมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์เป็นต้นไ พรรคเสรีประชาธิปไตยเป็นพรรครัฐบาลมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อตั้งพรรคใน พ.ศ. 2498 จนในปี พ.ศ. 2552 พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่นชนะการเลือกตั้ง จึงทำให้พรรคเสรีประชาธิปไตยเสียตำแหน่งพรรครัฐบาลซึ่งครองมายาวนานกว่า 54 ปีสำหรับอำนาจบริหารนั้น พระจักรพรรดิทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกโดยสมาชิกด้วยกันเองให้เป็นหัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งรัฐมนตรีและให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือนายยุกิโอะ ฮะโตะยะมะ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่นระบบกฎหมายของญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลทางประวัติศาสตร์จากกฎหมายของจีน และมีพัฒนาการเฉพาะตัวในยุคเอโดะผ่านทางเอกสารต่าง ๆ เช่น ประมวลกฎหมายคุจิกะตะโอะซะดะเมะงากิ (ญี่ปุ่น: 公事方御定書) ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษ 2400 เป็นต้นมา ได้มีการวางรากฐานระบบตุลาการในญี่ปุ่นขนานใหญ่โดยใช้ระบบซีวิลลอว์ของยุโรปโดยเฉพาะของฝรั่งเศสและเยอรมนีเป็นต้นแบบ เช่นใน พ.ศ. 2439 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งของตน เรียก "มินโป" (ญี่ปุ่น: 民法) โดยมีประมวลกฎหมายแพ่งของเยอรมันเป็นต้นแบบ และคงมีผลใช้บังคับอยู่นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนปัจจุบันกฎหมายสูงสุดแห่งรัฐ คือ รัฐธรรมนูญ (ญี่ปุ่น: 憲法) และบรรดากฎหมายแม่บทของญี่ปุ่นมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้ตรา พระจักรพรรดิเป็นผู้ทรงประกาศใช้โดยต้องทรงประทับพระราชลัญจกรเป็นการประกาศใช้ ทั้งนี้ โดยนิตินัยแล้วพระจักรพรรดิไม่ทรงมีพระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมาย ส่วนศาลของญี่ปุ่นนั้นแบ่งเป็นสามชั้นจากต่ำขึ้นไป ดังนี้ ศาลชั้นต้น ประกอบด้วย ศาลชั้นต้นทั่วไป ศาลแขวง และศาลครอบครัว, ศาลอุทธรณ์ และศาลสูงสุด ส่วนกฎหมายหลักของญี่ปุ่นเรียก "รปโป" (ญี่ปุ่น: 六法) มีสภาพเป็นประมวลกฎหมายที่สำคัญหกฉบับ ภูมิศาสตร์
ประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นหมู่เกาะซึ่งมีจำนวนมากกว่า 3,000 เกาะวางตัวอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวัน
ออกของทวีปเอเชีย เกาะที่สำคัญเรียงจากเหนือไปใต้ได้แก่ฮกไกโด ฮนชู ชิโกกุ และคิวชู นอกจากนี้ยังมีหมู่เกาะริวกิวทางตอนใต้ของเกาะคิวชู ซึ่งเกาะทั้งหมดนี้เรียกรวมกันว่าหมู่เกาะญี่ปุ่น ญี่ปุ่นถูกล้อมรอบด้วยทะเลทุกด้าน ได้แก่ทะเลโอค็อตสก์ทางเหนือ ทะเลญี่ปุ่นทางตะวันตก ทะเลจีนตะวันออกทางตะวันตกเฉียงใต้ ทะเลฟิลิปปินส์ทางใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออก พื้นที่ประมาณร้อยละ 70 เป็นภูเขา ซึ่งไม่สามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือทำการเพาะปลูกได้ เพราะมีลักษณะสูงชันและมีโอกาสที่จะเกิดดินถล่มจากแผ่นดินไหวหรือฝนที่ตกหนัก ประชากรญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งอย่างหนาแน่น และทำให้เมืองสำคัญในญี่ปุ่นมีประชากรหนาแน่นมากใน พ.ศ. 2548 ญี่ปุ่นมีป่าไม้ร้อยละ 66.4 พื้นที่ทางการเกษตรร้อยละ 12.6 อาคารร้อยละ 4.9 พื้นน้ำร้อยละ 3.5 ถนนร้อยละ 3.5 และอื่น ๆ ร้อยละ 9
ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ในวงแหวนแห่งไฟ บริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก 3 แผ่น ทำให้เกิดแผ่นดินไหวความรุนแรงต่ำบ่อย ๆและยังมีแผ่นดินไหวความรุนแรงสูงที่ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหลายครั้งในศตวรรษที่ผ่านมาเช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ฮันชิน-อะวะจิ ใน พ.ศ. 2537 และแผ่นดินไหวชูเอะสึจังหวัดนีงาตะ ใน พ.ศ. 2547 เป็นต้น นอกจากนี้ การที่ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในบริเวณวงแหวนแห่งไฟ
ยังทำให้ญี่ปุ่นมีบ่อน้ำพุร้อนจำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกพัฒนาให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ภูเขาฟูจิซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นก็เป็นภูเขาไฟ
หมู่เกาะญี่ปุ่นวางตัวยาวในแนวเหนือใต้ จึงทำให้มีลักษณะภูมิอากาศแตกต่างกันมาก ประเทศญี่ปุ่นสามารถแบ่งเขตภูมิอากาศออกเป็น 6 เขต คือ
ฮกไกโด: พื้นที่ตอนเหนือสุดของประเทศมีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี แม้จะมีหยาดน้ำฟ้าไม่มาก แต่ในฤดูหนาวก็มีหิมะปกคลุมทั่วทั้งเกาะ
ทะเลญี่ปุ่น: ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลทางตะวันตกของเกาะฮนชู ลมตะวันตกเฉียงเหนือที่พัดผ่านในช่วงฤดูหนาวทำให้มีหิมะตกมาก ในช่วงฤดูร้อนอากาศมักจะเย็นกว่าฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก แม้ว่าบางครั้งจะเกิดปรากฏการณเฟห์นที่ทำให้อากาศร้อนมากผิดปกติ
ที่สูงตอนกลาง: อุณหภูมิระหว่างฤดูร้อนและฤดูหนาวและระหว่างกลางวันและกลางคืนมีความแตกต่างมาก
ทะเลเซะโตะ: ภูเขาบริเวณจูโงะกุและชิโกะกุช่วยป้องกันบริเวณทะเลเซะโตะจากลมฤดูต่าง ๆ ทำให้บริเวณนี้มีอากาศอบอุ่นและมีฝนตกน้อยตลอดทั้งปี
ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก: ตั้งอยู่ชายฝั่งมหาสมุทรทางตะวันออกของประเทศ ในฤดูหนาวมีอากาศที่หนาวเย็นแต่ไม่ค่อยมีหิมะตก ในฤดูร้อนมีอากาศร้อนและชื้นเพราะลมตะวันออกเฉียงใต้
หมู่เกาะตะวันตกเฉียงใต้: หมู่เกาะริวกิวมีอุณหภูมิกึ่งเขตร้อน คืออากาศอุ่นในฤดูหนาวและร้อนในฤดูร้อน มีฝนตกมากและมีไต้ฝุ่นผ่านมาในช่วงเปลี่ยนฤดู
ฤดูฝนหลักเริ่มต้นขึ้นในต้นเดือนพฤษภาคมที่โอะกินะวะ และจึงค่อย ๆไต่ขึ้นไปจนถึงฮกไกโดในปลายเดือนกรกฎาคมบนเกาะฮนชูฤดูฝนจะเริ่มในกลางเดือนของเดือนมิถุนายน มีระยะเวลาประมาณเดือนครึ่ง และในช่วงปลายฤดูร้อนจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วงมักมีไต้ฝุ่นพัดผ่าน โดยเฉลี่ยจะมีไต้ฝุ่นพัดเข้าใกล้ญี่ปุ่นปีละ 11 ลูก
ประวัติอาหารญี่ปุ่น
ชาวญี่ปุ่นถูกปลูกฝังว่า ต้องรับประทานอาหารให้ครบทั้งจากภูเขาและท้องทะเลอาหารจากภูเขาคือ ผักตามฤดูกาล พืชธัญญาหาร ตลอดจนข้าวเมล็ดต่างๆส่วนอาหารจากท้องทะเลก็คือปลาทะเลต่างๆ สาหร่ายทะเล กุ้ง หอย ปู เป็นสำคัญ อาหารทะเลถือว่าเป็นอาหารแห่งชีวิตของชาวญี่ปุ่น แต่มีความสำคัญน้อยกว่าอาหารที่ผลิตจากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ มิโสะ เต้าเจี้ยว และซอสต่างๆ ที่หมักจากถั่วเหลืองวิธีการทำอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ใช้วิธีนึ่ง ต้ม ทำให้อาหารคงรสชาติตามธรรมชาติมากที่สุด ข้าวจะเป็นอาหารหลักกับข้าวจึงปรุงมาจากอาหารทะเล ผักสดชนิดต่างๆเครื่องปรุงรส ซอสหรือซีอิ๊ว และอุปกรณ์ที่สำคัญ คือ ตะเกียบ อาหารญี่ปุ่นเมื่อรับประทานแล้วจะรู้สึกสะอาดปาก และสบายท้อง เป็นเพราะใช้ของสดใหม่จากภูเขาและท้องทะเล แหล่งที่มาของอาหารแมคโครไบโอติกส์ซึ่งบ้านเรารู้จักในชื่อของ อาหาชีวจิต
ประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นหมู่เกาะซึ่งมีจำนวนมากกว่า 3,000 เกาะวางตัวอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวัน
ออกของทวีปเอเชีย เกาะที่สำคัญเรียงจากเหนือไปใต้ได้แก่ฮกไกโด ฮนชู ชิโกกุ และคิวชู นอกจากนี้ยังมีหมู่เกาะริวกิวทางตอนใต้ของเกาะคิวชู ซึ่งเกาะทั้งหมดนี้เรียกรวมกันว่าหมู่เกาะญี่ปุ่น ญี่ปุ่นถูกล้อมรอบด้วยทะเลทุกด้าน ได้แก่ทะเลโอค็อตสก์ทางเหนือ ทะเลญี่ปุ่นทางตะวันตก ทะเลจีนตะวันออกทางตะวันตกเฉียงใต้ ทะเลฟิลิปปินส์ทางใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออก พื้นที่ประมาณร้อยละ 70 เป็นภูเขา ซึ่งไม่สามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือทำการเพาะปลูกได้ เพราะมีลักษณะสูงชันและมีโอกาสที่จะเกิดดินถล่มจากแผ่นดินไหวหรือฝนที่ตกหนัก ประชากรญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งอย่างหนาแน่น และทำให้เมืองสำคัญในญี่ปุ่นมีประชากรหนาแน่นมากใน พ.ศ. 2548 ญี่ปุ่นมีป่าไม้ร้อยละ 66.4 พื้นที่ทางการเกษตรร้อยละ 12.6 อาคารร้อยละ 4.9 พื้นน้ำร้อยละ 3.5 ถนนร้อยละ 3.5 และอื่น ๆ ร้อยละ 9ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ในวงแหวนแห่งไฟ บริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก 3 แผ่น ทำให้เกิดแผ่นดินไหวความรุนแรงต่ำบ่อย ๆและยังมีแผ่นดินไหวความรุนแรงสูงที่ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหลายครั้งในศตวรรษที่ผ่านมาเช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ฮันชิน-อะวะจิ ใน พ.ศ. 2537 และแผ่นดินไหวชูเอะสึจังหวัดนีงาตะ ใน พ.ศ. 2547 เป็นต้น นอกจากนี้ การที่ญี่ปุ่นตั้งอยู่ในบริเวณวงแหวนแห่งไฟ
ยังทำให้ญี่ปุ่นมีบ่อน้ำพุร้อนจำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกพัฒนาให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ภูเขาฟูจิซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นก็เป็นภูเขาไฟหมู่เกาะญี่ปุ่นวางตัวยาวในแนวเหนือใต้ จึงทำให้มีลักษณะภูมิอากาศแตกต่างกันมาก ประเทศญี่ปุ่นสามารถแบ่งเขตภูมิอากาศออกเป็น 6 เขต คือ
ฮกไกโด: พื้นที่ตอนเหนือสุดของประเทศมีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี แม้จะมีหยาดน้ำฟ้าไม่มาก แต่ในฤดูหนาวก็มีหิมะปกคลุมทั่วทั้งเกาะ
ทะเลญี่ปุ่น: ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลทางตะวันตกของเกาะฮนชู ลมตะวันตกเฉียงเหนือที่พัดผ่านในช่วงฤดูหนาวทำให้มีหิมะตกมาก ในช่วงฤดูร้อนอากาศมักจะเย็นกว่าฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก แม้ว่าบางครั้งจะเกิดปรากฏการณเฟห์นที่ทำให้อากาศร้อนมากผิดปกติ
ที่สูงตอนกลาง: อุณหภูมิระหว่างฤดูร้อนและฤดูหนาวและระหว่างกลางวันและกลางคืนมีความแตกต่างมาก
ทะเลเซะโตะ: ภูเขาบริเวณจูโงะกุและชิโกะกุช่วยป้องกันบริเวณทะเลเซะโตะจากลมฤดูต่าง ๆ ทำให้บริเวณนี้มีอากาศอบอุ่นและมีฝนตกน้อยตลอดทั้งปี
ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก: ตั้งอยู่ชายฝั่งมหาสมุทรทางตะวันออกของประเทศ ในฤดูหนาวมีอากาศที่หนาวเย็นแต่ไม่ค่อยมีหิมะตก ในฤดูร้อนมีอากาศร้อนและชื้นเพราะลมตะวันออกเฉียงใต้
หมู่เกาะตะวันตกเฉียงใต้: หมู่เกาะริวกิวมีอุณหภูมิกึ่งเขตร้อน คืออากาศอุ่นในฤดูหนาวและร้อนในฤดูร้อน มีฝนตกมากและมีไต้ฝุ่นผ่านมาในช่วงเปลี่ยนฤดู
ฤดูฝนหลักเริ่มต้นขึ้นในต้นเดือนพฤษภาคมที่โอะกินะวะ และจึงค่อย ๆไต่ขึ้นไปจนถึงฮกไกโดในปลายเดือนกรกฎาคมบนเกาะฮนชูฤดูฝนจะเริ่มในกลางเดือนของเดือนมิถุนายน มีระยะเวลาประมาณเดือนครึ่ง และในช่วงปลายฤดูร้อนจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วงมักมีไต้ฝุ่นพัดผ่าน โดยเฉลี่ยจะมีไต้ฝุ่นพัดเข้าใกล้ญี่ปุ่นปีละ 11 ลูก
ประวัติอาหารญี่ปุ่น
ชาวญี่ปุ่นถูกปลูกฝังว่า ต้องรับประทานอาหารให้ครบทั้งจากภูเขาและท้องทะเลอาหารจากภูเขาคือ ผักตามฤดูกาล พืชธัญญาหาร ตลอดจนข้าวเมล็ดต่างๆส่วนอาหารจากท้องทะเลก็คือปลาทะเลต่างๆ สาหร่ายทะเล กุ้ง หอย ปู เป็นสำคัญ อาหารทะเลถือว่าเป็นอาหารแห่งชีวิตของชาวญี่ปุ่น แต่มีความสำคัญน้อยกว่าอาหารที่ผลิตจากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ มิโสะ เต้าเจี้ยว และซอสต่างๆ ที่หมักจากถั่วเหลืองวิธีการทำอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ใช้วิธีนึ่ง ต้ม ทำให้อาหารคงรสชาติตามธรรมชาติมากที่สุด ข้าวจะเป็นอาหารหลักกับข้าวจึงปรุงมาจากอาหารทะเล ผักสดชนิดต่างๆเครื่องปรุงรส ซอสหรือซีอิ๊ว และอุปกรณ์ที่สำคัญ คือ ตะเกียบ อาหารญี่ปุ่นเมื่อรับประทานแล้วจะรู้สึกสะอาดปาก และสบายท้อง เป็นเพราะใช้ของสดใหม่จากภูเขาและท้องทะเล แหล่งที่มาของอาหารแมคโครไบโอติกส์ซึ่งบ้านเรารู้จักในชื่อของ อาหาชีวจิต
อาหารเช้าแบบโรงแรมญี่ปุ่น
ชาวญี่ปุ่นกินข้าวเป็นอาหารหลัก อาหารญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงได้แก่ซูชิ เทมปุระ สุกียากี้ ยากิโทริและโซบะอาหารญี่ปุ่นหลายอย่างดัดแปลงจากอาหารต่างประเทศ เช่นทงคัตสึ ราเม็งและแกงกะหรี่ญี่ปุ่น อาหารญี่ปุ่นได้รับ
ความนิยมในต่างประเทศเพราะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ จากการสำรวจพบว่าในปี 2006 มีร้านอาหารญี่ปุ่นมากกว่า 20,000 แห่งทั่วโลกชาวญี่ปุ่นมีความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบจึงทำให้มีอาหารประจำท้องถิ่นและอาหารประจำฤดู วัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ในอาหารญี่ปุ่นคือถั่วเหลือง ซึ่งนำมาทำโชยุ มิโสะ เต้าหู้ ถั่วแดงซึ่งมักนำมาทำขนม และสาหร่ายชนิดต่าง ๆ เช่นคอมบุ นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่นยังนิยมกินซะชิมิหรืออาหารทะเลดิบอีกด้วยชาในญี่ปุ่นมีหลายชนิดซึ่งแตกต่างไปตามกรรมวิธีการผลิตและส่วนผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่นคือเหล้าสาเก (หรือนิฮงชุ ในภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งผลิตโดยใช้วิธีหมักข้าวและโชชูซึ่งเป็นเหล้าที่เกิดจากการกลั่น
ความนิยมในต่างประเทศเพราะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ จากการสำรวจพบว่าในปี 2006 มีร้านอาหารญี่ปุ่นมากกว่า 20,000 แห่งทั่วโลกชาวญี่ปุ่นมีความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบจึงทำให้มีอาหารประจำท้องถิ่นและอาหารประจำฤดู วัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ในอาหารญี่ปุ่นคือถั่วเหลือง ซึ่งนำมาทำโชยุ มิโสะ เต้าหู้ ถั่วแดงซึ่งมักนำมาทำขนม และสาหร่ายชนิดต่าง ๆ เช่นคอมบุ นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่นยังนิยมกินซะชิมิหรืออาหารทะเลดิบอีกด้วยชาในญี่ปุ่นมีหลายชนิดซึ่งแตกต่างไปตามกรรมวิธีการผลิตและส่วนผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่นคือเหล้าสาเก (หรือนิฮงชุ ในภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งผลิตโดยใช้วิธีหมักข้าวและโชชูซึ่งเป็นเหล้าที่เกิดจากการกลั่นมารยาทพื้นฐานของญี่ปุ่น
เมื่อคุณไปอยู่ที่ต่างประเทศแล้วสิ่งที่ต้องระวังในการวางตัวในชีวิตประจำวัน ก็คงจะเป็นเรื่องมารยาทของประเทศนั้นนะครับ แต่ละประเทศจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และมีหลักการมารยาทที่ไม่เหมือนกัน สำหรับมารยาทของชาวญี่ปุ่น (Reigi Sahou) ก็มีสิ่งที่แปลกสำหรับคนไทยเยอะเหมือนกันนะครับ
เมื่อคุณไปอยู่ที่ต่างประเทศแล้วสิ่งที่ต้องระวังในการวางตัวในชีวิตประจำวัน ก็คงจะเป็นเรื่องมารยาทของประเทศนั้นนะครับ แต่ละประเทศจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และมีหลักการมารยาทที่ไม่เหมือนกัน สำหรับมารยาทของชาวญี่ปุ่น (Reigi Sahou) ก็มีสิ่งที่แปลกสำหรับคนไทยเยอะเหมือนกันนะครับ
ความเป็นมาของมารยาทญี่ปุ่น
หลักการมารยาทญี่ปุ่นสมัยนี้ก็มีส่วนที่ได้อิทธิผลมาจากหลายอย่าง เช่นศาสนาพุทธ(Bukkyou) โดยเฉพาะนิกายเซน(Zen shuu) ศาสนาชินโต(Shinto) ศิลปพิธีการชงชา (Sadou) และ ศิลปการต่อสู้ (Budou)ด้วย ซึ่งบางทีพ่อแม่คนญี่ปุ่นให้ลูกเรียนศิลปการต่อสู้เช่น Juudou Kendou (ศิลปการฟันดาบ) Kyuudou (ศิลปการยิงธนู) ฯลฯ เพื่อไม่ใช่ว่าให้ลูกแข็งแรงทางร่างกาย แต่เป็นการขัดเกลาจิตใจเพื่อให้ลูกมีระเบียบวินัยและรักษามารยาทนะครับ
แต่ความจริงแล้วสิ่งที่หลักการมารยาทของญี่ปุ่นดั้งเดิมได้รับอิทธิผลมากที่สุดในสมัยโบราณ ก็คือคำสอนของศาสนาขงจื้อ("Jukyou" - Confucianism)ที่มีต้นกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งคนญี่ปุ่นสมัยนั้นไม่ได้นับถือศาสนาขงจื้อเป็นศาสนา แต่นับถือเป็นวิชาหลักการมารยาท(Jugaku)นะครับ สำหรับศาสนาขงจื้อ
นี้มีความสำคัญมากต่อความคิดทั่วไปของชาวเอเซียทางเหนือ รวมถึงญี่ปุ่น จีน และ เกาหลี (ประเทศเกาหลีเป็นประเทศที่ยังรักษามารยาทตามศาสนาขงจื้ออย่างเข้มงวด) ซึ่งทำให้หลักการมารยาทของทั้งสามประเทศนั้นมีส่วนที่คล้ายกันหลายอย่าง เช่น การนับถืออาวุโสและบรรพบุรุษเป็นพิเศษ การให้ความสำคัญกับลูกชายคนโตซึ่งต้องเป็นผู้สืบตระกูลและเจ้าของบ้าน (อันนี้ไม่ค่อยถือกันมากแล้วในประเทศญี่ปุ่นสมัยนี้) ฯลฯ
หลักการมารยาทญี่ปุ่นสมัยนี้ก็มีส่วนที่ได้อิทธิผลมาจากหลายอย่าง เช่นศาสนาพุทธ(Bukkyou) โดยเฉพาะนิกายเซน(Zen shuu) ศาสนาชินโต(Shinto) ศิลปพิธีการชงชา (Sadou) และ ศิลปการต่อสู้ (Budou)ด้วย ซึ่งบางทีพ่อแม่คนญี่ปุ่นให้ลูกเรียนศิลปการต่อสู้เช่น Juudou Kendou (ศิลปการฟันดาบ) Kyuudou (ศิลปการยิงธนู) ฯลฯ เพื่อไม่ใช่ว่าให้ลูกแข็งแรงทางร่างกาย แต่เป็นการขัดเกลาจิตใจเพื่อให้ลูกมีระเบียบวินัยและรักษามารยาทนะครับ
แต่ความจริงแล้วสิ่งที่หลักการมารยาทของญี่ปุ่นดั้งเดิมได้รับอิทธิผลมากที่สุดในสมัยโบราณ ก็คือคำสอนของศาสนาขงจื้อ("Jukyou" - Confucianism)ที่มีต้นกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งคนญี่ปุ่นสมัยนั้นไม่ได้นับถือศาสนาขงจื้อเป็นศาสนา แต่นับถือเป็นวิชาหลักการมารยาท(Jugaku)นะครับ สำหรับศาสนาขงจื้อ
นี้มีความสำคัญมากต่อความคิดทั่วไปของชาวเอเซียทางเหนือ รวมถึงญี่ปุ่น จีน และ เกาหลี (ประเทศเกาหลีเป็นประเทศที่ยังรักษามารยาทตามศาสนาขงจื้ออย่างเข้มงวด) ซึ่งทำให้หลักการมารยาทของทั้งสามประเทศนั้นมีส่วนที่คล้ายกันหลายอย่าง เช่น การนับถืออาวุโสและบรรพบุรุษเป็นพิเศษ การให้ความสำคัญกับลูกชายคนโตซึ่งต้องเป็นผู้สืบตระกูลและเจ้าของบ้าน (อันนี้ไม่ค่อยถือกันมากแล้วในประเทศญี่ปุ่นสมัยนี้) ฯลฯความเข้มงวดในการรักษามารยาทในประเทศญี่ปุ่น
สำหรับความเข้มงวดในการรักษามารยาทสมัยนี้ก็คงไม่เข้มเท่าเมื่อก่อนนะครับ โดยเฉพาะมารยาททางสังคม(Koushuu doutoku)ในเมืองใหญ่ ๆ สมัยนี้ค่อนข้างเสื่อมลงไปแล้วอย่างน่าเป็นห่วงโดยได้อิทธิผลจากวัฒนธรรมอเมริกา อีกอย่างหนึ่งถ้าคุณไปอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นนักศึกษา ก็คงจะไม่ค่อยเห็นการรักษามารยาทแบบญี่ปุ่นกันมากเท่าไร เพราะว่าในประเทศญี่ปุ่น นักศึกษาเป็นฐานะที่มีอิสระมากที่สุดในชีวิต และมักจะไม่ยอมทำตามมารยาทกันเป็นเรื่องธรรมดานะครับ แต่อย่างไรถ้าคุณมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านอาจารย์ ผู้ใหญ่ หรือบ้านต่างจังหวัด คุณก็คงจะเห็นเขายังรักษามารยาทแบบญี่ปุ่นกันไม่น้อยนะครับ
นอกจากภายในบ้าน มีกรณีอีกอย่างหนึ่งที่คนญี่ปุ่นมักจะรักษามารยาทกันอย่างเข้มงวด คือในด้านธุรกิจนะครับ คุณอาจจะรู้สึกงงว่า ทำไมถึงในด้านธุรกิจที่ต้องทันสมัยของญี่ปุ่นยังรักษามารยาทแบบดั้งเดิมกันอยู่ใช่ไหมครับ สาเหตุหนึ่งก็คือเขาอยากให้พนักงานมีระเบียบในการทำงาน แต่สาเหตุอีกอย่างหนึ่งที่ใหญ่กว่าก็คือ ในด้านธุระกิจของประเทศญี่ปุ่น ลูกค้าเป็นพระเจ้า ซึ่งนักธุรกิจหรือพนักงานฝ่ายขายที่มีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าประจำ จะต้องระวังสุด ๆ ในการวางตัวการพูดของตัวเอง ในเวลาติดต่อกับลูกค้าเพื่อไม่ให้เสียภาพพจน์ของบริษัท ซึ่งทำให้มีการรักษามารยาทกันอย่างเข้มงวดที่สุดนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าอันนี้มักจะมีมากเกินพอ อย่างกับว่าต่างคนต่างทำตัวเป็นคนเรียบร้อยสุด ๆ แบบไม่ธรรมชาตินะครับ เพราะฉะนั้นบางทีคุณก็คงจะเห็นสิ่งที่ตลกอย่างเช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ไม่เคยรักษามารยาท ก็จะต้องตั้งใจฝึกซ้อมการปฎิบัติตามมารยาทด้านธุรกิจ ก่อนที่จะสมัครเข้าทำงานในบริษัท บางทีทางมหาวิทยาลัยก็จะจัดการอบรมฝึกซ้อมมารยาทให้นักศึกษาด้วย ที่สาขาญี่ปุ่นของบริษัทอเมริกา ตามปกติพนักงานจะใส่เสื้อยืดกางเกงยีนตามอิสระในออฟฟิศ แต่เมื่อพบกับลูกค้าจะเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อสูททุกครั้ง พูดถึงมารยาทด้านธุรกิจของญี่ปุ่นจะมีเยอะมาก และยุ่งยากพอสมควร แต่ถ้าไม่ได้เป็นคนญี่ปุ่นด้วยกันก็ไม่จำเป็นต้องทำตามนะครับ
สำหรับความเข้มงวดในการรักษามารยาทสมัยนี้ก็คงไม่เข้มเท่าเมื่อก่อนนะครับ โดยเฉพาะมารยาททางสังคม(Koushuu doutoku)ในเมืองใหญ่ ๆ สมัยนี้ค่อนข้างเสื่อมลงไปแล้วอย่างน่าเป็นห่วงโดยได้อิทธิผลจากวัฒนธรรมอเมริกา อีกอย่างหนึ่งถ้าคุณไปอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นนักศึกษา ก็คงจะไม่ค่อยเห็นการรักษามารยาทแบบญี่ปุ่นกันมากเท่าไร เพราะว่าในประเทศญี่ปุ่น นักศึกษาเป็นฐานะที่มีอิสระมากที่สุดในชีวิต และมักจะไม่ยอมทำตามมารยาทกันเป็นเรื่องธรรมดานะครับ แต่อย่างไรถ้าคุณมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านอาจารย์ ผู้ใหญ่ หรือบ้านต่างจังหวัด คุณก็คงจะเห็นเขายังรักษามารยาทแบบญี่ปุ่นกันไม่น้อยนะครับ
นอกจากภายในบ้าน มีกรณีอีกอย่างหนึ่งที่คนญี่ปุ่นมักจะรักษามารยาทกันอย่างเข้มงวด คือในด้านธุรกิจนะครับ คุณอาจจะรู้สึกงงว่า ทำไมถึงในด้านธุรกิจที่ต้องทันสมัยของญี่ปุ่นยังรักษามารยาทแบบดั้งเดิมกันอยู่ใช่ไหมครับ สาเหตุหนึ่งก็คือเขาอยากให้พนักงานมีระเบียบในการทำงาน แต่สาเหตุอีกอย่างหนึ่งที่ใหญ่กว่าก็คือ ในด้านธุระกิจของประเทศญี่ปุ่น ลูกค้าเป็นพระเจ้า ซึ่งนักธุรกิจหรือพนักงานฝ่ายขายที่มีหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าประจำ จะต้องระวังสุด ๆ ในการวางตัวการพูดของตัวเอง ในเวลาติดต่อกับลูกค้าเพื่อไม่ให้เสียภาพพจน์ของบริษัท ซึ่งทำให้มีการรักษามารยาทกันอย่างเข้มงวดที่สุดนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าอันนี้มักจะมีมากเกินพอ อย่างกับว่าต่างคนต่างทำตัวเป็นคนเรียบร้อยสุด ๆ แบบไม่ธรรมชาตินะครับ เพราะฉะนั้นบางทีคุณก็คงจะเห็นสิ่งที่ตลกอย่างเช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ไม่เคยรักษามารยาท ก็จะต้องตั้งใจฝึกซ้อมการปฎิบัติตามมารยาทด้านธุรกิจ ก่อนที่จะสมัครเข้าทำงานในบริษัท บางทีทางมหาวิทยาลัยก็จะจัดการอบรมฝึกซ้อมมารยาทให้นักศึกษาด้วย ที่สาขาญี่ปุ่นของบริษัทอเมริกา ตามปกติพนักงานจะใส่เสื้อยืดกางเกงยีนตามอิสระในออฟฟิศ แต่เมื่อพบกับลูกค้าจะเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อสูททุกครั้ง พูดถึงมารยาทด้านธุรกิจของญี่ปุ่นจะมีเยอะมาก และยุ่งยากพอสมควร แต่ถ้าไม่ได้เป็นคนญี่ปุ่นด้วยกันก็ไม่จำเป็นต้องทำตามนะครับ
มารยาทในการรับประทานอาหาร
สิ่งที่คุณคงจะเห็นบ่อยที่สุดเกี่ยวกับมารยาทญี่ปุ่นก็คือเรื่องอาหารนะครับ ตามปกติถ้าคุณไปทานข้าวที่ห้องอาหารในโรงเรียน หรือที่ร้านอาหารธรรมดาคุณก็ไม่ต้องสนใจอะไรมากมายเกี่ยวกับเรื่องมารยาท และคุณอาจจะเห็นสิ่งที่แปลกมากกว่า อย่างเช่น เวลาทานบะหมี่หรืออาหารเป็นเส้นโดยเฉพาะ Soba (บะหมี่แบบญี่ปุ่นสีเทาหรือสีม่วงอ่อนที่ทำจากข้าวบัคฮวีท Buckwheat) คนญี่ปุ่นก็จะส่งเสียงดังมากในการดูดเส้น อันนี้ไม่เสียมารยาทนะครับ การส่งเสียงดังเป็นการแสดงถึงความอร่อยของอาหารเส้นเมื่อก่อนเพื่อนผมที่เป็นคนไทยบอกผมว่า เขาไปทาน Soba ที่ร้านแห่งหนึ่งบ่อยเพราะว่ารสชาติอร่อยดี จนสนิทกับเจ้าของร้าน แต่มีสิ่งที่เขาแปลกใจข้อหนึ่งคือ เจ้าของร้านดูท่าทางไม่พอใจเมื่อเขาทาน Soba อยู่ ในที่สุดวันหนึ่งเจ้าของร้านมาถามเขาว่า Soba ของเขาไม่อร่อยหรือเปล่า ซึ่งเจ้าของร้านเข้าใจผิดว่าเขาทานไม่อร่อยแน่ เพราะเพื่อนผมเขาพยายามทานอย่างเงียบแบบไม่ส่งเสียงเลยนะครับ แปลกไหมครับ ถ้าคุณไปทาน Soba , Udon หรือ Ramen และเจอที่อร่อยแล้ว ผมแนะนำว่าให้ส่งเสียงในขณะทานสักนิดก็จะดีกว่า เพราะถ้าไม่ส่งเสียงเลยคนญี่ปุ่นคงเห็นแปลกมาก หรือคงคิดว่าคุณทานไม่อร่อยแน่นอนนะครับความจริงแ
ล้วมารยาทการรับประทานอาหารของญี่ปุ่นก็มีเยอะเหมือนกับ Table manner ของทางยุโรปนะครับ เมื่อคุณมีโอกาสทานอาหารญี่ปุ่นแบบทางการหน่อยหรือที่บ้านของผู้ใหญ่ คุณก็ศึกษามารยาทไว้ก่อนสักนิดคงจะดีกว่านะครับ อาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมก็จะเสริฟเป็นชุดสำหรับแต่ละคน ซึ่งไม่มีจานใหญ่สำหรับหลายคนอย่างอาหารจีนนะครับ ในชุดอาหารจะมีถ้วยหรือจานเล็กที่ใส่อาหารแต่ละอย่าง เช่นของต้ม ของย่าง ผักดอง ฯลฯ นอกจากนี้ต้องมีถ้วยข้าว (Cha wan) และถ้วยซุป (Shiru wan) อยู่ตรงข้างหน้าคนทาน ถ้วยข้าวต้องอยู่ซ้ายมือและถ้วยซุปต้องอยู่ขวามือ ถ้าวางสลับกันก็จะถือไม่ค่อยดีเพราะเป็นตำแหน่งสำหรับคนที่เสียชีวิตแล้วนะครับ สำหรับถ้วยข้าวและถ้วยซุป สองถ้วยนี้ ต้องเอามือยกทาน โดยเฉพาะสำหรับถ้วยซุปจะไม่มีช้อนให้ ซึ่งคุณก็จะต้องทานอย่างติดปากเหมือนกับถ้วยน้ำชานะครับ ถ้าเป็นงานเลี้ยงที่มีสุราหรือเครื่องดื่มให้ก่อน ตามปกติห้ามดื่มเลยนะครับ ต้องรอจนกว่าจะมีการชนแก้ว(Kanpai) อันนี้ไม่เหมือนกับเมืองไทยนะครับ สำหรับอาหารก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าเป็นบุฟเฟ่ต์ก็ต้องรอให้ชนแก้วกันเสร็จก่อนจึงจะเริ่มทานได้นะครับสิ่งที่คนต่างชาติมักจะทำอย่างถูกวิธีไม่ค่อยได้ก็คือ การใช้ตะเกียบนะครับ ตะเกียบเป็นเครื่องมือในการทานอาหารญี่ปุ่นที่สำคัญที่สุด สมัยก่อนคนญี่ปุ่นก็ไม่ได้ใช้ช้อนหรือส้อม ใช้แค่ตะเกียบอย่างเดียวนะครับ ในมารยาทการรับประทานอาหารของญี่ปุ่นก็มีข้อห้ามสำหรับการใช้ตะเกียบหลายอย่าง และในหนังสือคู่มือมารยาทสำหรับชาวญี่ปุ่นทุกเล่มก็มีบทเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เสมอ ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างสำคัญและคนญี่ปุ่นเองบางคนก็มักจะทำผิดด้วยนะครับข้อห้ามในการใช้ตะเกียบตามมารยาทญี่ปุ่นHashi-watashi คือเอาตะเกียบหยิบของกินแล้วส่งไปให้คนอื่น โดยคนที่ได้รับก็ใช้ตะเกียบรับของกินนั้น นี่เป็นข้อที่ค
นต่างชาติมักจะทำบ่อยโดยไม่ได้ตั้งใจนะครับ ตามวัฒนธรรมญี่ปุ่นแล้ว สิ่งที่หยิบด้วยตะเกียบและส่งต่อรับด้วยตะเกียบได้ ก็คือกระดูกของศพที่เผาแล้วในพิธีงานศพเท่านั้น เราจึงห้ามทำในการทานอาหารนะครับข้อห้ามที่เกี่ยวข้องกับงานศพญี่ปุ่น ก็จะมีอีกข้อหนึ่งคือ เอาตะเกียบเสียบให้ตั้งบนถ้วยข้าว เพราะอันนี้เป็นข้าวสำหรับคนที่เสียชีวิตแล้วนะครับMayoi-bashi คือถือตะเกียบแล้วส่ายไป ๆ มา ๆ บนอาหารหลายชนิดโดยตัดสินไม่ได้ว่าจะเอาอันไหนดีSashi-bashi (1) คือเอาตะเกียบแทงของกินSashi-bashi (2) คือเอาตะเกียบชี้คนSaguri-bashi คือเอาตะเกียบคุ้ยหาชิ้นที่ต้องการในถ้วยอาหารYose-bashi คือเอาตะเกียบดึงหรือขนย้ายภาชนะอาหารNeburi-bashi คือดูดตะเกียบ มารยาทในการเยี่ยมบ้านคนญี่ปุ่น
เมื่อคุณไปเยี่ยมบ้านคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะผู้ใหญ่ สิ่งที่ควรระวังก็คือเวลานะครับ คุณไม่ควรจะเยี่ยมบ้านตอนเวลาทานอาหาร นอกจากว่าเจ้าของบ้านชวนให้มาทานอาหารกันที่บ้านนะครับ คนญี่ปุ่นถือว่าการเยี่ยมบ้านคนอื่นตอนเวลาทานอาหารเป็นสิ่งที่เสียมารยาท ซึ่งเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเยี่ยมก็คือตอนสายๆหรือตอนบ่ายนะครับ ไม่ควรเป็นตอนเย็นมากด้วย เพราะแม่บ้านเขาคงจะต้องเริ่มเตรียมอาหารเย็นนะครับ ถ้าโดยบังเอิญไปถึงบ้านเขาในขณะเขาทานอาหารอยู่พอดี เราก็ควรจะบอกว่า Oshokuji chuu ni oja
mashite moushiwake arimasen (ขอโทษที่รบกวนเวลาทานอาหาร) และควรจะรอที่ห้องอื่น ตามปกติเจ้าของบ้านก็จะไม่ชวนกินข้าวด้วยกัน (อันนี้ไม่เหมือนกับเมืองไทย) เพราะว่าเจ้าของบ้านไม่ได้เตรียมอาหารอย่างดีสำหรับแขก และตามปกติคนที่จะเยี่ยมก็ต้องทานข้าวให้เสร็จมาก่อนที่จะเยี่ยมเขาอยู่แล้วนะครับ
อีกข้อหนึ่งก็คือของฝาก(Temiyage)นะครับ ตอนไปเยี่ยมบ้านผู้ใหญ่ เราควรจะนำของฝากสักอย่างก็ถือว่าเป็นมารยาทดีนะครับ ตามปกติแล้วของฝากในกรณีเยี่ยมบ้านคนอื่น ควรเป็นขนมแบบที่ใส่ในกล่องสวย(ไม่ใช่ที่ใส่ในถุงพลาสติกธรรมดา) หรือขนมแค้กนะครับ ที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีร้านขายขนมแบบสวยงามที่ใส่กล่องดีๆ (ที่มีราคาแพงหน่อย)เยอะ เพราะว่าในมารยาทญี่ปุ่นก็จะมีโอกาสใช้กันบ่อย ซึ่งขนมแบบนี้ไม่ใช่เป็นขนมสำหรับผู้ซื้อเพื่อกินเอง แต่สำหรับของฝากในการเยี่ยมคนอื่นมากกว่านะครับ
เมื่อคุณไปเยี่ยมบ้านคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะผู้ใหญ่ สิ่งที่ควรระวังก็คือเวลานะครับ คุณไม่ควรจะเยี่ยมบ้านตอนเวลาทานอาหาร นอกจากว่าเจ้าของบ้านชวนให้มาทานอาหารกันที่บ้านนะครับ คนญี่ปุ่นถือว่าการเยี่ยมบ้านคนอื่นตอนเวลาทานอาหารเป็นสิ่งที่เสียมารยาท ซึ่งเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเยี่ยมก็คือตอนสายๆหรือตอนบ่ายนะครับ ไม่ควรเป็นตอนเย็นมากด้วย เพราะแม่บ้านเขาคงจะต้องเริ่มเตรียมอาหารเย็นนะครับ ถ้าโดยบังเอิญไปถึงบ้านเขาในขณะเขาทานอาหารอยู่พอดี เราก็ควรจะบอกว่า Oshokuji chuu ni oja
mashite moushiwake arimasen (ขอโทษที่รบกวนเวลาทานอาหาร) และควรจะรอที่ห้องอื่น ตามปกติเจ้าของบ้านก็จะไม่ชวนกินข้าวด้วยกัน (อันนี้ไม่เหมือนกับเมืองไทย) เพราะว่าเจ้าของบ้านไม่ได้เตรียมอาหารอย่างดีสำหรับแขก และตามปกติคนที่จะเยี่ยมก็ต้องทานข้าวให้เสร็จมาก่อนที่จะเยี่ยมเขาอยู่แล้วนะครับอีกข้อหนึ่งก็คือของฝาก(Temiyage)นะครับ ตอนไปเยี่ยมบ้านผู้ใหญ่ เราควรจะนำของฝากสักอย่างก็ถือว่าเป็นมารยาทดีนะครับ ตามปกติแล้วของฝากในกรณีเยี่ยมบ้านคนอื่น ควรเป็นขนมแบบที่ใส่ในกล่องสวย(ไม่ใช่ที่ใส่ในถุงพลาสติกธรรมดา) หรือขนมแค้กนะครับ ที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีร้านขายขนมแบบสวยงามที่ใส่กล่องดีๆ (ที่มีราคาแพงหน่อย)เยอะ เพราะว่าในมารยาทญี่ปุ่นก็จะมีโอกาสใช้กันบ่อย ซึ่งขนมแบบนี้ไม่ใช่เป็นขนมสำหรับผู้ซื้อเพื่อกินเอง แต่สำหรับของฝากในการเยี่ยมคนอื่นมากกว่านะครับ